IPPS in last year
Contact us
Site Map
Homepage
หน้าแรกHomepageAbout IPPSAbout IPPSPublicationPublicationArticleDemocracy MonitoringDemocracy MonitoringSocial ReformActivities
 
ติดตามประชาธิปไตย (Thai)
ธันวาคม 2562 : ที่สุดของการเมืองปี 2562

  • ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อการเมือง
  • “5 อันดับข่าวการเมือง” ที่ประชาชนสนใจติดตามมากที่สุด
  • สปน. สรุปเรื่องร้องทุกข์ ปีงบ 2562
  • อนค. จัดแฟลชม็อบ
  • ศาล รธน. รับวินิจฉัยคดี อนค. กู้เงินธนาธร
  • มติเอกฉันท์! สภาตั้ง กมธ.ศึกษาแก้ รธน.
  • 8 มาตรการรองรับสังคมผู้สูงวัย
  • 'แผนปฏิรูปประเทศ' วงรอบ ก.ค.-ก.ย. คืบหน้า 5 ด้าน
  • ฎีกาคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา เบญจา หลุยเจริญ

    ผลสำรวจความเห็นต่อการเมืองปี 62

          เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2562, ผศ. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POL) เปิดเผยผลโพลเรื่อง “ที่สุดของการเมืองปีที่ผ่านมา” กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำรวจทั้งในโลกโซเชียล (Social Media Voice) และเสียงประชาชนในโลกดั้งเดิม (Traditional Voice) จำนวนทั้งสิ้น 1,220 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20-26 ธันวาคม 2562 มีสิ่งที่น่าสนใจ คือ
    • ความ สุขที่สุดของการเมือง คือการได้เลือกตั้ง ร้อยละ 40.9 รองลงไปคือมีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 32.5 และอื่นๆ เช่น พรรคที่ชอบ ส.ส.ที่ชอบ ชนะ ร้อยละ 26.6
    • นโยบายรัฐบาลที่โดนใจ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.8 คือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รองลงมา คือ ร้อยละ 53.4 คือ ชิมช้อปใช้, ร้อยละ 49.3 โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเกษตรกร น้ำมัน B10 และลดราคาก๊าซหุงต้ม, ร้อยละ 32.4 รับยา ร้านยาใกล้บ้าน, ร้อยละ 30.3 100 เดียวเที่ยวทั่วไทย, ร้อยละ 20.2 ระบุ กัญชาเพื่อการแพทย์, ร้อยละ 20.2 เช่นกัน แก้ปัญหาสัตว์ป่า สัตว์ทะเล, ร้อยละ 18.4 แบนสารพิษ และ ร้อยละ 25.6 อื่นๆ เช่น ขยายสนามบิน และเปิดเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มเติม เป็นต้น
    • 5 อันดับแรก สุดยอดรัฐมนตรีแก้ปัญหารากหญ้า อันดับ 1 และ 2 คือ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 21.8 และ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร้อยละ 21.2 อันดับ 3 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร้อยละ 20.1 อันดับ 4 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 18.4 และ อันดับ 5 นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 14.4
    • ทุกข์ที่สุดของการเมือง อันดับแรก ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง ราคาอาหาร-สินค้าแพง การเงินขัดสน ร้อยละ 46.7 อันดับที่สอง ได้แก่ นักการเมืองไม่ดี ทำลายความสงบสุขของบ้านเมือง ร้อยละ 28.9 อันดับที่สาม ได้แก่ พรรคที่ชอบแพ้เลือกตั้ง ร้อยละ 23.2 และอื่น ๆ เช่น ชุมนุม รถติด นักการเมืองเอาแต่ทะเลาะกัน ไม่สนใจแก้ปัญหาเดือดร้อน มุ่งแต่ปัญหาของตัวเอง ของพรรค เป็นต้น ร้อยละ 1.2 ตามลำดับ
    • เซ็งที่สุด เบื่อที่สุดของการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.3 ระบุ แย่งชิงอำนาจ มุ่งทำลายกัน แย่งตำแหน่งการเมือง
            ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “6 เดือน นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-3 ธันวาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,278 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการทำงานของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง
    • พบว่า ร้อยละ 8.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะเชื่อมั่นในการทำงานของนายกฯ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้น ร้อยละ 30.13 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ค่อนข้างดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี ไม่วุ่นวาย ไม่มีข่าวเสียหาย สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งลงได้ ร้อยละ 25.98 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะการทำงานยังมีจุดบกพร่อง การบริหารงานประเทศไม่ดีขึ้น ยังไม่เห็นผลงาน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน และมีการปกป้องพวกพ้อง, ร้อยละ 33.72 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะการบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ ไม่คืบหน้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดีทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ได้ใส่ใจประชาชนเท่าที่ควร ยังไม่โปร่งใสพอ ไม่มีความเป็นธรรม และช่วยเหลือแต่พวกของตัวเอง และร้อยละ 1.25 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
    • สำหรับความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 26.21 ระบุว่า ประทับใจในการทำงานของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันดับ 2 ร้อยละ 23.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อันดับ 3 ร้อยละ 18.00 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 4 ร้อยละ 17.37 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 5 ร้อยละ 16.59 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • ความไม่ประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 57.20 ระบุว่า ไม่ประทับใจในการทำงานของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 ร้อยละ 42.33 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อันดับ 3 ร้อยละ 38.65 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 4 ร้อยละ 38.34 ระบุว่าเป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี อันดับ 5 ร้อยละ 34.98 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

            เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18 - 20 ธันวาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,511 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0

            เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ 1 ร้อยละ 31.42 ระบุว่าเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคอนาคตใหม่) เพราะอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารบ้านเมือง มีความคิดที่พัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจได้ดี และชื่นชอบพรรคอนาคตใหม่เป็นการส่วนตัว รองลงมา อันดับ 2 ร้อยละ 23.74 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะบริหารงานดีอยู่แล้ว เป็นคนตรงไปตรงมา บ้านเมืองสงบไม่วุ่นวาย ช่วยเหลือประชาชนได้จริง และอยากให้ดำรงตำแหน่งต่อไป อันดับ 3 ร้อยละ 17.32 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 4 ร้อยละ 11.95 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพราะชอบนโยบายพรรคเพื่อไทยและต้องการให้มาช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น อยากให้ผู้หญิงขึ้นมาบริหารประเทศบ้าง และชื่นชอบเป็นการส่วนตัว และอันดับ 5 ร้อยละ 3.90 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา พูดจริง ทำจริง สามารถพัฒนาให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองได้ และชื่นชอบเป็นการส่วนตัว


    “5 อันดับข่าวการเมือง” ที่ประชาชนสนใจติดตามมากที่สุด
    • อันดับ 1 ปารีณา รุกป่า-รุกที่ดิน จ.ราชบุรี 62.18% เพราะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ เป็นฝ่ายรัฐบาล อยากรู้ความคืบหน้าในการดำเนินคดี เป็นกรณีตัวอย่างให้กับประชาชนและคนจนที่ถูกดำเนินคดีลักษณะนี้ อยากรู้ว่ากฎหมายไทย 2 มาตรฐานจริงหรือไม่ เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงปัญหาคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางที่ผิด ฯลฯ
    • อันดับ 2 ยุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีกู้เงินธนาธร 191.2 ล้านบาท 52.96% เพราะเป็นพรรคใหม่ มีอุดมการณ์ มีคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมาก มีหลายประเด็นที่ กกต. ชี้แจงไม่ชัดเจน อาจเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หากยุบพรรคจริงอาจเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง กลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น ฯลฯ
    • อันดับ 3 นโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล 22.44% เพราะทุกวันนี้ประชาชนยังต้องต่อสู้ดิ้นรนกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ไม่อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาแบบประชานิยมมากเกินไป ไม่น่าจะส่งผลดีในระยะยาว อยากให้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตรงจุด รัฐบาลมีการกู้เงินและใช้งบประมาณจำนวนมาก เป็นห่วงการพิจารณางบประมาณและการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ฯลฯ
    • อันดับ 4 ส.ส.งูเห่า ลาออก ย้ายฝ่าย 19.39% เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่มีให้เห็นจากการเมือง ลุ้นว่าจะมีใครเพิ่มอีกหรือไม่ อยากให้เข้ามาเพื่อช่วยเหลือทำประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้เข้ามาเพื่อหวังอำนาจหรือหวังผลใดๆ นักการเมืองขาดคุณธรรมจริยธรรม ไม่คำนึงถึงประชาชนเป็นสำคัญ ฯลฯ
    • อันดับ 5 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 15.79% เพราะอยากเห็นประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่อยากเห็นกฎหมายที่เอนเอียง สองมาตรฐาน ใช้รัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ เป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งแตกแยก ใส่ร้ายโจมตี ทำให้เกิดความวุ่นวาย เหมือนเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ฯลฯ


    สปน. สรุปเรื่องร้องทุกข์ ปีงบ 2562

          เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ และเสนอความคิดเห็นช่องทางการร้องทุกข์ 1111 (5 ช่องทาง) ประจำปีงบประมาณ 2562 ว่า มีประชาชนรายย่อยมาใช้บริการ 80,075 ราย แบ่งเป็นมายื่นเรื่องที่จุดบริการประชาชน 1111 จำนวน 2,037 ราย และกลุ่มมวลชน 244 กลุ่ม โดยทั้งหมด 80,319 เรื่อง ดำเนินการจนได้ข้อยุติ 72,899 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 90.76 เปอร์เซ็นต์ รอผลการพิจารณา 7,420 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 9.24 เปอร์เซ็นต์ โดยผ่านช่องทางสายด่วนของรัฐบาล 1111 มากที่สุด จำนวน 123,990 ครั้ง รองลงมาคือช่องทาง ตู้ ปณ.1111 ไปรษณีย์ โทรสาร จำนวน 8,626 ครั้ง ช่องทางเว็บไซต์ www.1111.go.th จำนวน 5,223 ครั้ง จุดบริการประชาชน 1111 จำนวน 3,081 ครั้ง โมบายแอพพลิเคชั่น PSC 1111 จำนวน 1,418 ครั้ง ตู้ ปณ. 444 จำนวน 176 ครั้ง และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 1 ครั้ง ส่วนเรื่องที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการเองจนเป็นที่ยุติไม่ได้ส่งให้หน่วยงานดำเนินการ จำนวน 26,977 เรื่อง

          โดยเรื่องที่ต้องประสานกระทรวง จำนวน 20,238 เรื่อง แบ่งเป็นกระทรวงการคลังอันดับ 1 จำนวน 4,656 เรื่อง กระทรวงคมนาคม 3,096 เรื่อง กระทรวงมหาดไทย 2,772 เรื่อง กระทรวงยุติธรรม 1,613 เรื่อง กระทรวงสาธารณสุข 1,273 เรื่อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,205 เรื่อง กระทรวงแรงงาน 1,184 เรื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมน้อยสุด คือ 54 เรื่อง ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ จำนวน 7,894 เรื่อง แบ่งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 7,006 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 198 เรื่อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 172 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 149 เรื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทย 122 เรื่อง และอื่นๆ 247 เรื่อง ส่วนรัฐวิสาหกิจ แบ่งเป็น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) 684 เรื่อง การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) 580 เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 549 เรื่อง ธนาคารออมสิน 469 เรื่อง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 306 เรื่อง และอื่นๆ 2,281 เรื่อง

          นอกจากนี้ ประเภทเรื่องหลักที่ประชาชนร้องทุกข์มากที่สุด คือ สังคมและสวัสดิการ จำนวน 48,880 เรื่อง การเมือง-การปกครอง จำนวน 7,936 เรื่อง เศรษฐกิจ จำนวน 7,601 เรื่อง การร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 7,331 เรื่อง กฎหมาย จำนวน 4,793 เรื่อง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3,659 เรื่อง และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนวยความสะดวก จำนวน 119 เรื่อง แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ 17,563 เรื่อง ภาคกลาง 14,924 เรื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ8,024 เรื่อง ภาคใต้ 6,507 เรื่อง ภาคเหนือ 4,814 เรื่อง ภาคตะวันออก 4,296 เรื่อง และต่างประเทศ/ไม่ระบุ 24,191 เรื่อง

          ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการแจ้งเรื่อง อันดับหนึ่ง คือ เรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ 41,053 เรื่อง รองลงมา คือ เสนอข้อคิดเห็น/ให้ข้อมูล 18,056 เรื่อง แจ้งเหตุด่วน/เหตุร้าย/เหตุฉุกเฉิน 13,705 เรื่อง แจ้งเบาะแส 6,718 เรื่อง ชมเชย/อวยพร/ ให้กำลังใจ 657 เรื่อง ขอข้อมูล/ขอเอกสาร 75 เรื่อง และขอคำแนะนำปรึกษา 55 เรื่อง

    อนค. จัดแฟลชม็อบ

          เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้จัดกิจกรรมของ ที่ใช้ชื่อว่า "เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง" ที่บริเวณสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน ในรูปแบบของแฟลชม็อบ มีประชาชนถือแผ่นกระดาษที่เขียนข้อความแสดงความไม่พอใจรัฐบาลมาร่วมแสดงในงาน เช่น “อย่าข้ามหัวประชาชน” “ประยุทธ์ออกไป” เป็นต้น

          เมื่อถึงเวลา 17.00 น. น ายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมาถึงพื้นที่

          ก่อนหน้านี้ นายธนาธร ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ เชิญชวนทุกคนมาแสดงออกถึงความไม่พอใจในรัฐบาลใน วันที่ 14ธันวาคม เวลา 17.00 น. ที่สกายวอล์ก ปทุมวัน

          ในวันที่ 14 ธันวาคม มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ รวมทั้งควบคุมฝูงชน ชาย 1 กองร้อย และกองร้อยน้ำหวาน อีก 1 หมวด มาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาคารนิมิตรบุตรเพื่อดูแลความสงบและรักษาความสงบเรียบร้อย

          ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่านายธนาธร มีความผิดตามมาตรา 98 แห่งรัฐธรรมนูญเนื่องจากเป็นผู้ถือหุ้นสื่อ และให้พ้นจากตำแหน่งสามชิกสภาผู้แทนราษฎรนับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

    ศาล รธน. รับวินิจฉัยคดี อนค. กู้เงินธนาธร

          เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นขอให้พิจารณากรณีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำการไต่สวน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง

          ศาลได้แจ้งให้ กกต. ทราบและส่งสำเนาคำร้องให้พรรคอนาคตใหม่ แจ้งข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนาคำร้อง และนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันอังคารที่ 21 มกราคม 2563 เวลา 11:30 น.

           คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

          มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ไม่เปิดโอกาสให้พรรคกู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจการของพรรคได้ ขณะเดียวกันมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยได้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปี ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมาตรา 66 มีโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี และให้เงินทรัพย์สินส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทตกเป็นของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง

          ทั้งนี้ ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

          ขณะที่มาตรา 92 กำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น (3) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 20 วรรคสอง มาตรา 28 มาตรา 30 มาตรา 36 มาตรา 44 มาตรา 45 มาตรา 46 มาตรา 72 หรือมาตรา 74

    มติเอกฉันท์! สภาตั้ง กมธ. ศึกษาแก้ รธน.

          เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2562 สภาผู้แทนราษฎร มีมติ445 งดออกเสียง 3 เสียง ไม่มีสมาชิกคนใดลงมติคัดค้าน ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำนวน 49 คน

    8 มาตรการรองรับสังคมผู้สูงวัย

          เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการรองรับสังคมผู้สูงวัยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอ ดังนี้คือ
    1. เสริมทักษะแรงงานสูงอายุภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    2. สร้างแรงจูงใจการทำงานให้กับแรงงานสูงอายุ ด้วยการออกแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น เหมาะสมกับความต้องการและเงื่อนไขตามวัยของแรงงาน
    3. สร้างแรงจูงใจและขยายสิทธิประโยชน์ให้กับนายจ้างที่จ้างแรงงานสูงอายุ
    4. ขยายอายุในการเริ่มรับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้ยาวนานกว่าที่อายุ 55 ปีขึ้นไป ในกรณีของแรงงานภาคเอกชนที่อยู่ในระบบประกันสังคม
    5. หามาตรการส่งเสริมให้แรงงานนอกระบบเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ
    6. เพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกิจกรรมเพื่อสังคม ของภาคเอกชนในการส่งเสริมสร้างงานแก่ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ
    7. ปรับแก้กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมทั้งขยายอายุเกษียณของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และ
    8. สร้างมโนทัศใหม่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เพื่อให้สังคมเห็นว่าผู้สูงอายุมีพลังและมีศักยภาพเป็นผู้ผลิตในตลาดแรงงาน

          นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครม. จึงเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอให้ขยายคุณสมบัติของบุคคลซึ่งสมัครเข้าประกันตนตามมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคม จาก "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์" เป็น "ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์" ซึ่งคุณสมบัติตามมาตรา 40 ครอบคลุม ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ เช่น กลุ่มพ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เกษตรกร รวมไปถึงพนักงานอิสระต่างๆ

          ประเทศไทย พ.ศ. 2561 มีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.6 ของประชากรทั้งหมด ค่าเฉลี่ยอายุคนไทยอยู่ที่ 77 ปี และมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.5 คน ซึ่งส่งผลต่อการจัดระบบสวัสดิการและการประกันสังคมแก่ผู้สูงอายุ การบริการทางด้านสุขอนามัยและการดูแลผู้สูงอายุ โดยปี 2561 รัฐบาลได้จ่ายเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุจำนวน 8.38 ล้านคน เป็นเงินงบประมาณ 66,000 ล้านบาท และดำเนินโครงการบริจาคเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สิ้นเดือนธันวาคม มีผู้บริจาค 811 ราย เป็นจำนวนเงิน 2.8 ล้านบาท เงินบริจาคนำเข้ากองทุนผู้สูงอายุ ในจำนวนประชากรสูงอายุ 11.7 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่ประมาณ 1 ใน 3 หรือประมาณ 4.36 ล้านคน เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเกือบ 2 เท่า โดยในภาพรวมเป็นการทำงานนอกระบบร้อยละ 88.2 ซึ่งเท่ากับเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง

    'แผนปฏิรูปประเทศ' วงรอบ ก.ค.-ก.ย. คืบหน้า 5 ด้าน

          เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. รับทราบรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศ ตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ บัญญัติให้ ครม. ต้องแจ้งความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก 3 เดือน โดย สศช. รายงานว่า รอบระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน มีความคืบหน้า 5 ด้าน คือ
    1. ด้านกฎหมาย มีการจัดทำอนุบัญญัติภายใต้ พ.ร.บ.หลักเกณฑ์ และการจัดทำร่างกฎหมายประเมินผลสัมฤทธิ์ ของกฎหมายปี 62 เสร็จเรียบร้อยแล้ว
    2. ด้านกระบวนการยุติธรรม มีการจัดหาทนายความประจำทุกสถานีตำรวจ โดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมก์ ร่วมกับกระทรวงยุติธรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    3. ด้านเศรษฐกิจ มีการใช้แนวทางในการดึงแรงงานนอกระบบ เข้ามาในระบบรวมถึงเกษตรกรให้เข้าสู่ระบบประกันสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงแรงงาน
    4. ด้านพลังงาน มีการดำเนินงานโครงการโรงงานประหยัดพลังงาน โดยกระทรวงพลังงานรวมถึงการจัดโครงการเพิ่มประสิทธิภาพหม้อน้ำ ระบบความร้อน และระบบไอน้ำสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล และ
    5. ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ โดย ป.ป.ช.ได้ดำเนินโครงการยกระดับ และประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ และโครงการดำเนินงานคุณธรรมโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปี 62 เสร็จเรียบร้อยแล้ว


    ฎีกาคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา เบญจา หลุยเจริญ

          เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเลี่ยงภาษีหุ้น ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร และพวก รวม 5 คนๆ ละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในฐานที่ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีพวกจำเลยได้ช่วยเหลือนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เลี่ยงเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย ในการซื้อหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาทรวม 15,883,900,000 บาท

          คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่กรมสรรพากร ตาม ป.อ.มาตรา 157 ส่วนจำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ
  •  


    Print Version