IPPS in last year
Contact us
Site Map
Homepage
หน้าแรกHomepageAbout IPPSAbout IPPSPublicationPublicationArticleDemocracy MonitoringDemocracy MonitoringSocial ReformActivities
 
ติดตามประชาธิปไตย (Thai)
พฤศจิกายน 2546 : ในหลวงทรงยับยั้งกฎหมายครู

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย และทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ 12 คน ส่วนคณะกรรมการสรรหา ป.ป.ช. ได้เลือกผู้เหมาะสมเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จาก 52 เหลือ 14 คน สรุปจำนวนผู้สมัครเป็นกรรมการ กทช. มีทั้งสิ้น 40 คน และคณะรัฐมนตรี รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ให้แบ่ง กทม.ออกเป็น 2 ระดับ

ในหลวงทรงยับยั้งกฎหมายครู

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระราชอำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยจะพระราชทานกลับคืนมาให้รัฐสภาพิจารณาใหม่ เนื่องจากในร่างดังกล่าวมีถ้อยคำและรายละเอียดเนื้อหาที่บกพร่องถึง 13 จุด ได้แก่ การใช้ถ้อยคำและข้อความผิด อ้างมาตราเชื่อมโยงผิด เป็นต้น ส่งผลให้ร่างดังกล่าวต้องตกไป ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทยที่เกิดกรณีเช่นนี้

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่าเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะรีบแก้ไขร่างดังกล่าวในจุดที่บกพร่อง และเสนอกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งในการประชุมสมัยหน้าเดือนกุมภาพันธ์ 2547
ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนรัฐสภา จนถึงขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งไว้ดังกล่าว

อนึ่ง นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้แล้ว ยังมีร่าง พ.ร.บ.เหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 12 สิงหาคม 2547 ที่พระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงยับยั้งร่างกฎหมายไว้ในคราวเดียวกัน เนื่องจากมีการระบุลักษณะของเหรียญผิดพลาด

โปรดเกล้าฯ 12 รัฐมนตรีใหม่


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งจำนวน 11 คน และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จำนวน 12 ตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดังนี้


  1. นายอดิศัย โพธารามิก พ้นจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และแต่งตั้งเป็น รมว.ศึกษาธิการ
  2. นายวัฒนา เมืองสุข พ้นจากตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ มาเป็น รมว.พาณิชย์
  3. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พ้นจากตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม มาเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์
  4. นายพินิจ จารุสมบัติ พ้นจากตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาเป็น รมว.อุตสาหกรรม
  5. นางอุไรวรรณ เทียนทอง พ้นจากตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม มาเป็น รมว.แรงงาน
  6. นายอนุรักษ์ จุรีมาศ พ้นจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มาเป็น รมว.วัฒนธรรม
  7. นายสรอรรถ กลิ่นประทุม พ้นจากตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ มาเป็น รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  8. นายโภคิน พลกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี
  9. นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็น รมช.พาณิชย์
  10. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  11. นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี เป็น รมช.คมนาคม
  12. พล.ต.อ.จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ เป็น รมช.สาธารณสุข

ส่วนรัฐมนตรีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งโดยไม่ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้ามาอีกจำนวน 4 คน คือ

  1. นายกร ทัพพะรังสี พ้นจากตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี
  2. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พ้นจากตำแหน่ง รมว.แรงงาน
  3. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พ้นจากตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข
  4. นายปองพล อดิเรกสาร พ้นจากตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ


อนึ่ง การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 7 ภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นับจากที่บริหารประเทศมาเป็นระยะเวลา 2 ปี 9 เดือน

สรรหา ป.ป.ช. ครบ 14 คน


คณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้คัดเลือกผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จากจำนวน 52 คน เหลือ 14 คน เพื่อจะส่งเรื่องให้วุฒิสภาคัดเลือกให้เหลือเพียง 7 คน แทนตำแหน่งที่ว่างลงเนื่องจากครบวาระตามกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกทั้ง 14 คนมีดังนี้

  1. พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
  2. นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
  3. นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ อดีตอัยการสูงสุด
  4. นายเชาว์ อรรถมานะ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
  5. นายชิดชัย พานิชพัฒน์ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
  6. นายยงยุทธ กปิลกาญจน์ อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  7. พล.ต.ท.มงคล กมลบุตร อดีตหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  8. พล.อ.ชูชาติ สุขสงวน เจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร
  9. นายประเสริฐ เขียนนิลศิริ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  10. นายจรูญ อินทจาร ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  11. นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
  12. พล.อ.ชัยศึก เกตุทัต อดีตจเรทหารทั่วไป
  13. นายชัยรัตน์ มาประณีต อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
  14. นายชาติชาตรี โยสีดา อดีตอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน


สรุปจำนวนผู้สมัครเป็น กทช.


คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้สรุปจำนวนผู้สมัครเป็นกรรมการ กทช. มีทั้งสิ้น 40 คน ซึ่งจะมีการลงคะแนนเลือกให้เหลือเพียง 21 คน แล้วจึงลงคะแนนอีกครั้งให้เหลือเพียง 14 คน เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาเลือกเหลือ 7 คน

รัฐธรรมนูญมาตรา 40 กำหนดให้มีกรรมการ กทช. จำนวน 7 คน ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนดูแลไม่ให้มีการผูกขาดการให้สัมปทานกิจการโทรคมนาคม เมื่อมกราคม 2545 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ขึ้นมาหนึ่งชุด และคณะกรรมการสรรหาได้ทำหน้าที่เลือกกรรมการ กทช. ขึ้นมาชุดหนึ่งจำนวน 14 คน เพื่อเสนอให้วุฒิสภาเลือกเหลือเพียง 7 แต่นายประมุท สูตะบุตร ผู้สมัครเป็นกรรมการ กทช. ได้ร้องต่อศาลปกครองว่ากระบวนการสรรหา กทช.ไม่มีความโปร่งใส ซึ่งต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาว่า การนำเสนอรายชื่อผู้สมัครทั้ง 14 คนนั้นเป็นโมฆะ จึงต้องเริ่มกระบวนการสรรหา กทช.กันใหม่ โดยรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาใหม่ทั้งหมด

รับหลักการกฎหมายผ่า กทม. เป็น 2 ระดับ


เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้มีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ กทม. ซึ่งจะตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้ประกาศใช้ทันการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในปี 2547 โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ แบ่งการบริหาร กทม.ออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับกรุงเทพมหานคร และ ระดับนคร

ระดับกรุงเทพฯ จะรับผิดชอบงานที่เป็นภาพรวม และประสานเชิงนโยบายกับระดับนคร มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้บริหารสูงสุดเหมือนเดิม

ส่วนระดับนคร มีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการส่วนท้องถิ่น รับผิดชอบงานในพื้นที่ในเขตนครนั้นๆ โดยสามารถบริหารภารกิจ งบประมาณ และบุคลากรของตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลของกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ในเขตนครนั้น ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบล โดยมีนายกนคร ที่มาจากการเสนอชื่อจากผู้ว่าฯ กทม. เสนอให้สภานครเห็นชอบ เป็นผู้บริหารสูงสุด

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดก่อนส่งกลับเข้า ครม.พิจารณาอีกครั้ง และนำเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
 


Print Version