![]() ความศักดิ์สิทธิ์ของ “ใบแดง”ในการปฏิรูปการเมือง
ที่มาของ “ใบแดง” ของการให้อำนาจในการ “ตัดสิทธิ์”ผู้สมัครที่ทุจริตหลายคนเรียกอำนาจนี้ว่า “ใบแดง”เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนทั้งนี้ เพราะในการเล่นฟุตบอลนั้นกรรมการผู้ตัดสินมีสิทธิที่จะให้ “ใบแดง”แก่นักฟุตบอลที่ทำผิดกฎกติกาการเล่น ผ่านมานี้ทำให้ผู้ถูกตัดสิทธิ์ได้ยื่นคำร้องต่อรัฐสภาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจในการตัดสิทธิ์นี้หรือไม่ ประธานรัฐสภาจึงได้เสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอคำวินิจฉัยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจดังกล่าวหรือ ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการวินิจฉัยชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจใน การออกระเบียบเพื่อจำกัดสิทธิหรือ “ตัดสิทธิ์”ดังกล่าวแม้ว่าผู้สมัครนั้นจะถูกแขวนชื่อเกินกว่าหนึ่งครั้งก็ตาม ความขมขื่นจากการเลือกตั้งส.ว. วันที่ 4 มีนาคม 2543 เป็นวันเลือกตั้ง ส.ว. ทั่วประเทศครั้งแรก ปรากฏว่ากกต.ได้รับรายงานการทุจริตเช่นแจก เงิน แจกของ จัดเลี้ยง และการจัดตั้งหัวคะแนนในหลายสิบพื้นที่ ทำให้กกต.ประกาศรับรองรายชื่อส.ว.รอบแรก เพียง 122 คน จากทั้งหมด 200 ที่นั่งทั่วประเทศ ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ใน 35 จังหวัดเพื่อให้ได้ส.ว.อีก 78 คน ผู้มีสิทธิ์ผิดกับครั้งแรกที่มีผู้มาเลือกตั้งถึง 72%และก็ปรากฏว่าการทุจริตเลือกตั้งยังคงมีและยังมีการพัฒนาในรูป แบบที่แยบยลขึ้นเช่นนำบัตรประชาชนของผู้ที่เสียชีวิตแล้วมาเปลี่ยนรูปถ่ายนำไปใช้สิทธิ์แจกเทียนก่อนเลือกตั้ง แล้วให้นำไปแลกเงินทีหลังเปิดบัญชีเงินฝากให้รายละ 100บาทนอกเหนือไปจากการแจกเงินแจกของในรูปแบบ เดิมๆ เคยถูกแขวนไปแล้วหนึ่งครั้งกกต.จึงประกาศว่าจะตัดสิทธิ์ผู้ที่ถูกแขวนเกินกว่าหนึ่งครั้งไม่ให้ลงรับเลือกตั้งในครั้ง ต่อไปแนวทางนี้ทำให้สื่อมวลชนเรียกว่า “แจกใบแดง”เพื่อเกิดความสั้นกระชับและเข้าใจง่าย ไปแล้วส.ว.เลือกตั้งชุดใหม่ยังไม่ครบศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าวุฒิสภายังไม่สามารถจะเปิดประชุมได้จนกว่าจะ มีสมาชิกครบ 200คนตามรัฐธรรมนูญกำหนดดังนั้นจึงเกรงกันว่าหากรัฐสภาเปิดสมัยประชุมครั้งต่อไปโดยยังมี ส.ว.ไม่ครบองค์ประชุมจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ จะมีถึง 500ที่นั่งหากมีการประกาศแขวนผู้สมัครและจัดเลือกตั้งใหม่ไปเรื่อยๆก็จะไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ เช่นกัน ทุจริต ในกรณีนี้กกต.ได้ให้ความเห็นว่าไม่สามารถจะทำได้เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญกฎหมายเลือกตั้งให้อำนาจ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งใหม่แต่ไม่ได้ให้อำนาจในการถอดถอนหากมีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งโดยรัฐบาลเป็นผู้รับไปดำเนินการ สอง มีสิทธิ์ลงรับเลือกตั้งในครั้งที่สาม ในวันที่ 4มิถุนายนซึ่งก็ได้มีการประกาศรับรองรายชื่อผู้สมัครอีกเพียง 8คน เนื่องจากยังมีการทุจริตอยู่อีก การเลือกตั้งครั้งที่สี่ จึงต้องมีขึ้นใน24มิถุนายนและวันที่ 9กรกฎาคมซึ่งปรากฏว่ามี ผู้มาลงคะแนนน้อยกว่าครั้งที่สองและสามและเนื่องจากยังพบว่ามีการทุจริตในครั้งที่สี่จึงประกาศรับรองผู้สมัคร เพียง 3 คนต้องจัดการเลือกตั้งครั้งที่ห้าในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดสุดท้ายในวันที่ 22กรกฎาคมจึงได้ผู้ สมัครคนสุดท้าย หก อีกตามที่สื่อมวลชนหลายฉบับวิจารณ์ว่าการเลือกตั้งจะไม่มีสิ้นสุดแต่อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งทั้ง 5ครั้งนั้นได้ ใช้เงินงบประมาณไปกว่า 2,300ล้านบาทใช้ระยะเวลากว่าห้าเดือนจัดว่าเป็นการสิ้นเปลืองทั้งเงินและเวลา การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. และ ส.ส. โดยมีคณะทำงาน 5 ฝ่ายๆ ละ 3 คนรวม 16คนประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้งผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆนักการเมืองและนักวิชาการโดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์อดีตประธานวุฒิสภาเป็นประธานคณะทำงานทั้งหมด 1.การดำเนินการกับผู้ทุจริตเลือกตั้ง 2.มาตรการในการตรวจสอบการทุจริตเลือกตั้ง 3.การใช้สิทธิลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตเลือกตั้ง 4.การเลือกตั้งล่วงหน้าในต่างประเทศ 5.การนับคะแนนเลือกตั้ง ตรวจค้นสถานที่ได้นับตั้งแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งโดยไม่ต้องมีหมายค้นพร้อมให้อำนาจในการสั่งยึด- อายัดเงินซื้อเสียงโดยส่งให้ศาลไต่สวนได้ภายใน 3วัน และหากหลังวันเลือกตั้งแล้วพบการทุจริตสามารถจะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อีกหนึ่งครั้งหากเลือกตั้งไปแล้วครบ 30วันไม่สามารถจะได้สมาชิกหรือผู้แทนที่สุจริตทั้งหมดให้กกต.ประกาศผลไปก่อนแล้วจึงร้องคัดค้านภายหลัง ที่ 2สิงหาคมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติรับหลักการร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวและคณะกรรมการประสานงานพรรค ร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)ได้ส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นการเร่งด่วน การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. โดยมีร่าง 3 ฉบับด้วยกัน คือ 1.ร่างของรัฐบาลคือร่างของคณะทำงานนายมีชัย ฤชุพันธุ์ 2. ร่างของพรรคชาติไทยและ 3.ร่างของพรรคประชาธิปัตย์โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประชาชนให้ความสนใจ แก้ไขร่างกฎหมายเลือกตั้งตามที่กกต.เสนอนั้นสื่อมวลชนได้วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ต้องการจะให้มีการแก้ไขจน กระทั่งสถาบันพระปกเกล้าต้องออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนอันเป็นเหตุให้มีการตั้งคณะทำงานยกร่างอันมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์เป็นประธาน รัฐบาลเสนอเข้ามาด้วยจึงทำให้เป็นที่วิพากษ์กันถึงความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่เป็นกลไก หนึ่งของการปฏิรูปการเมือง ข้อขัดแย้งในการแจกใบแดง หมดนั้น ก็คืออำนาจในการแจกใบแดงของกกต.ซึ่งในร่างของนายมีชัยได้ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการการ เลือกตั้งที่จะวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครผู้ใดได้โดยให้แจ้งความพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยัง คณะกรรมการการสอบสวนที่ประกอบด้วยประธานศาลฎีกาประธานศาลปกครองสูงสุดและผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา ตั้งมีสิทธิที่จะวินิจฉัยตามความเห็นเดิมได้แต่ต้องประกาศคำวินิจฉัยพร้อมเหตุผลและความเห็นของคณะกรรมการ การสอบสวนไว้ในราชกิจจานุเบกษา นี้หลายฝ่ายมองว่าเป็นเครื่องมือในการป้องกันคนชั่วไม่ให้เข้าสู่สภาซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการเมือง กกต. ให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเพิกถอนสิทธิผู้สมัครเลือกตั้งโดยมีเหตุผลว่าไม่เชื่อมั่นในกกต.จังหวัดว่าจะเป็นกลาง ซึ่งนายธีระศักดิ์ กรรณสูตประธานกกต.ได้ให้ความเห็นว่าการทำเช่นนั้นเท่ากับว่ากลับไปสู่ระบบเดิมที่การเลือก ตั้งยืดเยื้อและยังเป็นการโยนภาระให้แก่ศาล ตัดสิน แดงโดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครได้และให้คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งคำสั่ง นั้นพร้อมด้วยสำเนาการสืบสวนสอบสวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและคณะ กรรมการการเลือกตั้งกระทำการโดยสุจริตหรือไม่โดยให้ศาลฎีกาเรียกผู้ถูกเพิกถอนสิทธิ์มาโต้แย้งและแสดงหลัก ฐานหากศาลฎีกาไม่มีคำวินิจฉัยภายในเจ็ดวันให้สั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแต่หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัย ว่าอย่างไรให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการพิจารณาประกาศผลตามอำนาจหน้าที่ การตัดสินใจเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการพบกันครึ่งทาง เสียงวิพากษ์รายวันจากสื่อ อย่างกว้างขวางเช่น อำนาจแจกใบแดง ก็คงไม่สามารถสยบการซื้อเสียงการทุจริตโกงเลือกตั้งของนักการเมืองพันธุ์เก่าได้และถ้าสยบ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้การปฏิรูปการเมืองก็ล้มเหลว” การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งครั้งนี้แทนที่จะช่วยให้การเลือกตั้งส.ส.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ามีความราบรื่น และรวดเร็วกลับจะเป็นการฉุดรั้งให้การปฏิรูปการเมืองหยุดชะงักหรือถอยหลังลงคลอง...ในความเห็นของผม (ผู้เขียนคอลัมน์นายอภิชาตศักดิเศรษฐ์)หากรัฐบาลต้องการเดินหน้าสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปการเมืองก็ต้อง ผลักดันผ่านไปทางสภาผู้แทนราษฎรยอมเพิ่มอำนาจในการออกใบแดงให้กับกกต. ....นี่เป็นโอกาสสุดท้ายและ เป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลต้องกล้าลงมาถือธงนำ !!” เบี่ยงเบนประเด็นของการแก้ไขกฎหมายการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำลังใจจดใจจ่อกับ กระบวนการให้ใบแดงของ กกต. โดยมีสมมติฐานว่า กกต.ไว้ใจไม่ได้กกต.เหลิงอำนาจบ้าอำนาจเลยต้องมีการ ตรวจสอบควบคุมกำลังคิดให้กระบวนการของศาลมาใช้ในการควบคุมตรวจสอบโดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้ตัดสินในกรณี ผู้สมัครขาดคุณสมบัติตั้งกระบวนการให้กกต.ออกใบแดงกับผู้ทุจริตแต่ข้อเสนอนั้นต้องให้ศาลฎีกาตัดสินอีกครั้ง หนึ่ง ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าไม่น่าจะออกใบแดง ก็ส่งเรื่องให้ กกต.ตัดสินอีกทีแต่คำตัดสินของกกต.ครั้งนี้ต้องรับผิด ชอบตามกฎหมาย และหากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ กกต.คนที่ตัดสินก็คือศาลอีกนั่นเอง !แล้วกกต.หน้าไหนจะ กล้าขัดกับคำวินิจฉัยของศาลฎีกาเพราะศาลท่านมีมาตรฐานจะตัดสินไม่เหมือนกันได้อย่างไร” เสียงสนับสนุนจากตัวแทนภาคประชาชน ความ ใบเหลือง ใบแดงบนจุดยืนของการปฏิรูปการเมืองไทยในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันอาทิตย์ที่ 29สิงหาคม 2543ว่าก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจทุกฝ่ายให้ตรงกันว่าสังคมต้องการกลไกในการป้องกันกลั่นกรองไม่ ให้คนชั่วเข้าสู่สภาดังนั้นการแก้ไขกฎหมายเลือกตั้งครั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของสาธารณะมิใช่เพื่อนักการเมืองหลัก การสำคัญที่ควรยึดถือนั้นคือ หนึ่งทุกคนต้องการการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมสองกกต.ต้องสามารถจัดการเลือก ตั้งอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดสามการเลือกตั้งต้องสั้นเพื่อไม่ให้การบริหารประเทศตกเป็นหน้าที่รัฐบาล รักษาการอย่างยาวนานสี่ต้องสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองดังนั้นสิ่งที่ถูกต้องคือการให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมี อำนาจเต็มที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรมอย่างเต็มที่ให้กรรมการการเลือกตั้งมี ทั้งหน้าที่และมีทั้งอำนาจที่สมดุลไม่ใช่คาดหวังการเลือกตั้งที่ดีแต่กลับไม่ให้อำนาจในการกำกับดูแล กลางออก ...ใบเหลือง หมายถึง การวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่ใบแดงหมายถึงการตัดสิทธิ์ผู้สมัครที่ทุจริตมิให้ อยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งใหม่รอบต่อไปกลไกทั้งสองประการคงต้องใช้ควบคู่กันเพื่ออย่างน้อยสร้างความ ยำเกรงแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เคยชินกับการทุจริตในการเลือกตั้ง” ไซด์ส่วนตัวชื่อ MEECHAITHAILAND.Com เมื่อวันที่ 26สิงหาคมและหนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้นำไปตีพิมพ์ใน ชื่อคอลัมน์ ความคิดเสรีของ ‘มีชัย’ ‘ใบแดง’ ของกกต.ฉบับวันอังคารที่ 29สิงหาคม 2543สรุปในตอนท้ายว่า ครั้งหลังสุดนี้จริงกกต.จะจัดการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างไรเพราะไม่เพียงแต่แก้ไขเพื่อโอน อำนาจการให้ใบแดงไปแบ่งครึ่งใบกับศาลฎีกาเท่านั้นยังโอนอำนาจอื่นๆเช่นอำนาจการโต้แย้งคำสั่งของผู้อำนวย การการเลือกตั้ง จาก กกต. ไปเป็นของศาลฎีกาอีกด้วยแก้กันไปแก้กันมาแทนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกกต. กลับกลายเป็นการตัดมือตัดเท้าของกกต.ออกหมดพร้อมทั้งแถมขื่อคามาให้อีกหนึ่งอัน” ทางออกของรัฐบาล แดงแต่กกต.จะต้องยอมรับ 11ประธานร่างกฎหมายของกฤษฎีกาเป็นกรรมการตรวจสอบกลั่นกรอง ผลจากการรวมตัวผนึกกำลังระหว่างกกต.และภาคประชาชนโดยมีสื่อมวลชนเป็นตัวกลางในครั้งนี้ทำให้ที่ประชุม กรรมาธิการได้ลงมติ 11ต่อ 4ให้กลับไปใช้ร่างเดิมของนายมีชัยโดยมีการแก้ไขเพียงให้คณะกรรมการกลั่นกรอง เป็น 11คนที่มาจากประธานกรรมการกฤษฎีกา 11คณะ พ.ศ. ....ได้ถูกนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพุธที่ 30สิงหาคม 2543หากผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะ ต้องนำเข้าสู่วุฒิสภาซึ่งหลายคนในนั้นได้ผ่านการต่อสู้กับกกต.มาแล้วในเรื่องการแจกใบแดงทำให้มีความกลัวว่า วุฒิสภาจะรับร่างฉบับนี้หรือไม่ เครื่องมือในการปฏิรูปการเมืองป้องกันคนชั่วเข้าสภาเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวโกงบ้านกินเมืองสร้างความเสีย หายให้กับประชาชนทั้งประเทศ กกต.ว่าผ่านการเลือกตั้งมาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมดังนั้นความวิตกนี้จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น การจะให้ใบแดงมีความศักดิ์สิทธิ์สมดั่งเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมืองนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ใช้และมี อำนาจเต็มแค่ไหนในการใช้ การปฏิรูปการเมืองทำให้เราได้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ. 2540ที่สร้างองค์กรอิสระใหม่หลายองค์กร รวมทั้งกกต.ด้วย หรือตลอดไปหรือไม่นั้นไม่มีใครสามารถจะตอบได้เพราะความจริงคือประชาชนสนับสนุนความถูกต้องชอบธรรม หาใช่สนับสนุนใครหรือองค์กรใดเป็นพิเศษ แต่อยู่ที่จิตสำนึกของประชาชนทุกคนว่าพร้อมที่จะ “ปฏิรูป”ตนเองหรือยัง ผู้เขียน :ยศวดี--บุณยเกียรติ From : http://www.fpps.or.th |